นายกหญิง ‘ทาคาอิจิ’ สั่งแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ บรรเทาภาวะเงินเฟ้อ

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาด ๆ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ออกคำสั่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ คาดว่าสูงกว่า 3 ล้านล้านบาท บรรเทาภาวะเงินเฟ้อในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) และรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกคำสั่งจัดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจ รับมือกับภาวะเงินเฟ้อ มีแนวโน้มสูงที่เม็ดเงินจะมากกว่าแพ็กเกจปีที่แล้ว ที่ 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 ล้านล้านบาท)

แหล่งข่าวรัฐบาลที่ใกล้ชิดกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเปิดเผยวันนี้ (22 ตุลาคม 2025) ว่า มาตรการมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน (9.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) นี้เป็นโครงการริเริ่มทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ครั้งแรกของทาคาอิจิ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม สะท้อนให้เห็นถึง “นโยบายการคลังเชิงรุกที่มีความรับผิดชอบ”

โครงการนี้ยึดหลักสามประการ ได้แก่ มาตรการเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ การลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต และความมั่นคงแห่งชาติ แหล่งข่าวกล่าว

ทาคาอิจิ ไม่ได้ระบุชี้ชัดถึงขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแสดงท่าทีว่า จำเป็นต้องมีการออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อจัดหาเงินทุนหรือไม่ อย่างไรก็ดี คำสั่งระบุไว้ว่า จะมีการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่

มาตรการดังกล่าวจะรวมถึงเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าและแก๊สในช่วงฤดูหนาว พร้อมกับเงินช่วยเหลือระดับภูมิภาค เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านราคา นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขึ้นค่าแรงและเพิ่มการลงทุน

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ไม่ได้กล่าวถึงการแจกเงินสด เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง สว. เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทากาอิจิให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นวาระงานทางเศรษฐกิจอันดับแรก สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนเรื่องเงินเฟ้อ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า เธอจะเลือกใช้มาตรการที่มุ่งเป้าเฉพาะจุด มากกว่าแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่

มิโนรุ คิอุจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์การเติบโต กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันนี้ ภายหลังจากได้รับมอบหมายให้จัดทำมาตรการชุดนี้ว่า ด้วยเป้าหมายในการสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้แข็งแกร่ง ตนจะประสานงานกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และสิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย

แม้ในอดีตทาคาอิจิจะมีชื่อเสียงจากการสนับสนุนนโยบายทางการเงินและการคลังเชิงรุก แต่ช่วงหลังมานี้ เธอได้ปรับลดท่าทีลง และให้คำมั่นว่า จะดำเนินนโยบายการคลังที่มุ่งเน้นการขยายตัว แต่มีความรอบคอบ โดยเธอต้องเผชิญความท้าทายในการประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อม ๆ กับแก้ไขข้อกังวลเรื่องหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของญี่ปุ่น อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสูงขึ้น

อัตราเงินเฟ้อของผู้บริโภคยังคงสูงกว่าหรือเท่ากับเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 2% มานานกว่า 3 ปี โดยธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น

ทาคาอิจิกล่าวเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เธอหวังว่า เงินเฟ้อจะกลายเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มากกว่าที่จะเป็นผลมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่คิอุจิกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ธนาคารกลางและรัฐบาลจะต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยกุญแจสำคัญคือ การบริหารจัดการนโยบายการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเสถียรภาพของราคา

นอกจากนี้ เสาหลักสำคัญอีก 2 ประการของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่คือ การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ โดยเรียกร้องให้มีการลงทุนในเซ็กเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับสินค้าสำคัญ

อีกทั้งคาดว่า จะรวมถึงการตอบสนองต่อมาตรการภาษีของสหรัฐ และการดำเนินการตามโครงการลงทุนที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้คำมั่นกับสหรัฐก่อนหน้านี้ว่า จะลงทุน 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17 ล้านล้านบาท) ในเซ็กเตอร์สำคัญของสหรัฐ เพื่อแลกกับการลดภาษีตามข้อตกลง และคาดว่ากลไกการลงทุนนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคมนี้